Breaking News

ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ระบุภาพรวมการว่างงานในช่วงไตรมาส 2 ปี 2569 ไทยมีจำนวนผู้ว่างงานอยู่ที่ 4.01 แสนคน หรือเพิ่มขึ้น 10% YoY และถือเป็นตัวเลขที่สูงสุดในรอบ 7 ไตรมาส (ล่าสุดที่พุ่งแตะระดับเกินกว่า 4.0 แสนคนอยู่ในช่วงไตรมาส 3 ปี 2567) หากแบ่งตามช่วงอายุของผู้ว่างงาน พบว่ากว่า 44% ของผู้ว่างงานทั้งหมดอยู่ในกลุ่มเด็กจบใหม่ (อายุ 20-24 ปี) หรือคิดเป็นจำนวนราว 1.74 แสนคน --- ศูนย์วิจัยกสิกรไทย เผยเงินเฟ้อไทยในเดือนก.ย. 69 เพิ่มขึ้น 2.8%YoY สูงที่สุดในรอบ 5 เดือน และคาดว่าจะเร่งขึ้นในไตรมาสที่ 4 ... ยังคงประมาณการอัตราเงินเฟ้อทั่วไปของไทยอยู่ที่ 1.8% ในปี 2569 โดยในไตรมาสที่ 4 เงินเฟ้อคาดว่าจะเร่งตัวจากช่วง 9 เดือนแรกของปีที่เพิ่มขึ้น 1.5%YoY จากปัจจัยด้านอุปทานเป็นสำคัญ ***  ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ประเมินเศรษฐกิจไทย ในปี 2569 อัตราเงินเฟ้อทั่วไปของไทย คาดชะลอลงสู่ 2.3% โดยมีแนวโน้มที่จะเร่งตัวชั่วคราวในช่วงไตรมาส 3 และ 4 จากการทยอยส่งผ่านต้นทุน ปรับเพิ่มคาดการณ์การส่งออกและนำเข้าของไทยปี 2569 เป็น 14% และ 27% ส่งผลให้ไทยมีแนวโน้มจะขาดดุลการค้า (ระบบศุลกากร) สูงสุดเป็นประวัติการณ์ ส่วนจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติคาดว่าจะสูงกว่าประมาณการเดิมในปี 2569 แต่ยังต่ำกว่าปีก่อนหน้า  SCB EIC ปรับประมาณการเศรษฐกิจไทยปี 2569 เป็น 1.7% จากภาพรวมเศรษฐกิจไทยในไตรมาส 1/2569 ที่ขยายตัวสูง และมีแรงพยุงจากมาตรการภาครัฐ อย่างไรก็ดี การขยายตัวทางเศรษฐกิจยังคงกระจุกตัวในบางกลุ่มธุรกิจ โดยเฉพาะธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยี สะท้อนภาพการฟื้นตัวยังมีความเปราะบาง ขณะที่ความเสี่ยงจากสงครามในตะวันออกกลางส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยมากขึ้น *** กนง. มีแนวโน้มคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ 1% ตลอดทั้งปี หลังสถานการณ์สงครามตะวันออกกลางยืดเยื้อ และนโยบายการคลังมีบทบาทช่วยประคองเศรษฐกิจมากขึ้น  ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ประเมินเบื้องต้นปรับลดประมาณการเศรษฐกิจไทยปี 2569 เหลือ 1.2% จาก 1.9% ก่อนเกิดสงคราม จากกำลังซื้อที่อ่อนแอลงและภาคการท่องเที่ยวที่ชะลอตัว อัตราเงินเฟ้อของไทยคาดว่าจะเพิ่มขึ้นเป็น 3.4% ในปี 2569 จากราคาเชื้อเพลิง ค่าขนส่ง และวัตถุดิบที่สูงขึ้น การส่งออกของไทยมีแนวโน้มขยายตัวดีกว่าคาด แต่การนำเข้าก็เติบโตอย่างรวดเร็วเช่นเดียวกัน ทำให้ผลต่อเศรษฐกิจไทยไม่มาก  ศูนย์วิจัยกสิกรไทย เผยตัวเลขอัตราเงินเฟ้อทั่วไปของไทยในเดือนมี.ค. 2569 อยู่ที่ -0.08%YoY ติดลบในอัตราที่ชะลอลงจากเดือนก่อนหน้าที่ติดลบที่ -0.88%YoY จากดัชนีราคาพลังงานยังปรับลดลงที่ -2.8%YoY สงครามในตะวันออกกลางส่งผลให้สินค้าบางรายการปรับสูงขึ้น *** มองปี 2569 อัตราเงินเฟ้อไทยมีแนวโน้มปรับสูงขึ้นมาอยู่ที่ 3.4% จากเดิมที่คาดว่าจะเป็นบวกราว 0.4% โดยจะเริ่มเห็นการพลิกกับมาเป็นบวกในเดือนเม.ย. จากราคาพลังงานในประเทศยังมีแนวโน้มปรับเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ราคาสินค้าโดยเฉพาะอาหารสำเร็จรูป และบริการขนส่งได้รับผลกระทบต่อเนื่อง จากต้นทุนพลังงานและวัตถุดิบที่สูงขึ้น  SCB EIC ปรับประมาณการส่งออกไทยกลับมาขยายตัวได้ 1.6% ในปี 2026 (เดิม -1.5%) ตามแรงหนุนวัฏจักรสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ยังมีต่อเนื่องจากความต้องการที่สูงขึ้นทั่วโลก สนับสนุนการส่งออกของหลายประเทศเอเชียรวมถึงไทย *** Krungthai COMPASS เผยมูลค่าส่งออกเดือน ม.ค. 2569 เติบโต 24.4%YoY เร่งขึ้นจากเดือนก่อนที่ 16.8%YoY จากการส่งออกทองคำที่เติบโตสูงถึง 123.8%YoY ผนวกกับกลุ่มสินค้าอิเล็กทรอนิกส์และยานยนต์ที่ขยายตัวได้ดี โดยเฉพาะในตลาดสหรัฐฯ ประเมินว่าแม้การส่งออกเดือน ม.ค.69 จะขยายตัวสูงสุดในรอบ 4 ปื แต่ภาพรวมการส่งออกในปี 2569 ยังมีประเด็นสำคัญที่ต้องติดตาม คือ มาตรการทางการค้าของสหรัฐฯ และแนวโน้มการลงทุนของกลุ่ม Technology  ศูนย์วิจัยกสิกรไทย เผย การส่งออกไทยเดือนธ.ค. 2568 ขยายตัวอยู่ที่ 16.8%YoY โดยมีปัจจัยหนุนจากการส่งออกสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ที่ยังขยายตัวเร่งขึ้นและการส่งออกทองคำที่ขยายตัวสูง และส่งผลให้ทั้งปี 2568 มูลค่าการส่งออกไทยอยู่ที่ 339,635 ล้านดอลลาร์ฯ สูงสุดเป็นประวัติการณ์ และมีอัตราการเติบโตอยู่ที่ 12.9% *** คาด ปี 2569 ศูนย์วิจัยกสิกรไทยยังคงประมาณการภาพรวมการส่งออกไทยอยู่ที่ -1.2% แต่มีความเป็นไปได้มากขึ้นที่การส่งออกจะกลับมาขยายตัวได้ เนื่องจากเห็นสัญญาณการส่งออกสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ที่ยังขยายตัวได้ดีตามความต้องการของ AI และ data center  SCB EIC เผยแนวโน้มท่องเที่ยวไทยดีขึ้น จากแรงหนุนของนักท่องเที่ยวต่างชาติและนักท่องเที่ยวไทยเที่ยวไทย โดยในปี 2569 นักท่องเที่ยวต่างชาติคาดว่าจะอยู่ที่ราว 34.1 ล้านคนฟื้นตัวขึ้นมาเล็กน้อยจากปี 2568 ที่มีแนวโน้มอยู่ที่ราว 32.9 ล้านคน **** ศูนย์วิจัยกสิกรไทย เผยส่งออกไทยเดือนพ.ย. 68 ขยายตัวเร่งขึ้นที่ 7.1%YoY ทั้งปี 2568 ปรับคาดการณ์ส่งออกขึ้นเป็น 12.0% จาก 11.0% มูลค่าการส่งออกไทยเดือนพ.ย. 2568 อยู่ที่ 27,446 ล้านดอลลาร์ฯ ขยายตัวอยู่ที่ 7.1%YoY เร่งขึ้นจากเดือนต.ค.ที่ขยายตัว 5.7%YoY สะท้อนผลกระทบจากมาตการภาษีสหรัฐฯ ล่าช้ากว่าที่คาดการณ์ไว้ ....สำหรับปี 2569 ศูนย์วิจัยกสิกรไทยประเมินว่าการส่งออกไทยมีความเสี่ยงหดตัว -1.2% โดยแรงกดดันหลักยังมาจากมาตรการภาษีของสหรัฐฯ ที่มีแนวโน้มขยายขอบเขตสินค้าที่ปรับขึ้นภาษีนำเข้าภายใต้มาตรา 232 ประกอบกับแนวโน้มการค้าโลกที่คาดว่าจะชะลอลง โดยองค์การการค้าโลก (WTO) คาดการณ์ ว่าจะขยายตัวได้เพียง 0.5% ลดลงจาก 2.4% ในปีก่อนหน้า

เดลต้า ลงนาม ม.แห่งชาติสิงคโปร์ ขับเคลื่อนนวัตกรรมดาต้าเซ็นเตอร์อย่างยั่งยืน

เดลต้า ลงนาม ม.แห่งชาติสิงคโปร์ ขับเคลื่อนนวัตกรรมดาต้าเซ็นเตอร์อย่างยั่งยืน
41
เขียนโดย intrend online 2026-10-30

เดลต้าจัดงาน Future Industry Summit ครั้งแรกในสิงคโปร์ พร้อมลงนามความร่วมมือกับวิทยาลัยการออกแบบและวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยแห่งชาติสิงคโปร์ (NUS) เพื่อขับเคลื่อนนวัตกรรมดาต้าเซ็นเตอร์อย่างยั่งยืน

สิงคโปร์ 30 ตุลาคม 2569 – เดลต้า อีเลคโทรนิคส์ ผู้นำระดับโลกด้านการจัดการพลังงานและนวัตกรรมโซลูชันสีเขียวอัจฉริยะ เป็นเจ้าภาพจัดงานประชุมสุดยอดอุตสาหกรรมแห่งอนาคตประจำปี 2569 หรือ Delta SEAO Future Industry Summit 2026 เป็นครั้งแรก ณ ประเทศสิงคโปร์ ต่อยอดความสำเร็จจากการจัดงานอย่างต่อเนื่องถึง 7 ปีในประเทศไทย นับตั้งแต่ปี 2562 โดยงานในปีนี้จัดขึ้นภายใต้แนวคิด “ยกระดับโครงสร้างพื้นฐานระดับภูมิภาค เพื่อรองรับวิวัฒนาการของ AI และการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน (Advancing Regional Infrastructure for AI and Energy Transformation Evolution)” ซึ่งได้รวบรวมเจ้าหน้าที่ระดับสูงจากภาครัฐ ผู้บริหารระดับสูงในภาคอุตสาหกรรม นักวิชาการ และสื่อมวลชนกว่า 200 คน มาร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับโซลูชันที่ช่วยเร่งการประยุกต์ใช้โครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัลและพลังงานที่ยั่งยืน รองรับการเติบโตที่ขับเคลื่อนด้วยปัญญาประดิษฐ์ (AI) ทั่วภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และโอเชียเนีย (SEAO)

นอกจากนี้ ภายในงาน เดลต้ายังได้ประกาศความร่วมมืออย่างเป็นทางการกับวิทยาลัยการออกแบบและวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยแห่งชาติสิงคโปร์ (NUS CDE) ผ่านการเข้าร่วมเป็นพันธมิตรในโครงการ STDCT 2.0 Consortium ของสิงคโปร์ เพื่อร่วมส่งเสริมและพัฒนานวัตกรรมดาต้าเซ็นเตอร์สำหรับ AI ที่ยั่งยืน

นางสาวชาน ชาน กัว ประธานเจ้าหน้าที่บริหารฝ่ายแบรนด์ บริษัท เดลต้า อีเลคโทรนิคส์ กล่าวว่า “การเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานถือเป็นหัวใจสำคัญในการรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การขยายตัวของระบบพลังงานไฟฟ้า และโครงสร้างพื้นฐานด้าน AI ส่งผลให้ความต้องการโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานที่มีความยืดหยุ่นและมีประสิทธิภาพสูงกลายเป็นวาระเร่งด่วนยิ่งขึ้น”

นางสาวชาน ชาน กล่าวเสริม “ตลอดระยะเวลา 55 ปีนับตั้งแต่ก่อตั้งบริษัท เดลต้ายึดมั่นในการขับเคลื่อนความยั่งยืนผ่านนวัตกรรมและการอนุรักษ์พลังงานมาโดยตลอด เรารู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้มาร่วมแบ่งปันภารกิจสำคัญด้านความยั่งยืนของเดลต้าภายในงาน Delta SEAO Future Industry Summit ครั้งนี้ ไม่ว่าจะเป็นการเร่งการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานด้วยโซลูชันไมโครกริด (Microgrid Solutions) การสนับสนุนลูกค้าให้ก้าวสู่เป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ด้วยบริการที่ปรึกษาด้าน ESG ตลอดจนโครงการฟื้นฟูแนวปะการังของเราทั้งในสิงคโปร์และภูมิภาคอื่น ๆ เราพร้อมเดินหน้าเคียงข้างลูกค้าและพันธมิตร เพื่อร่วมกันสร้างสรรค์อนาคตที่อัจฉริยะและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมยิ่งขึ้น”

นายเจสัน หยวน ประธานประจำภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และโอเชียเนีย บริษัท เดลต้า อีเลคโทรนิคส์ กล่าวว่า “ความต้องการโครงสร้างพื้นฐานในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้กำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ในขณะที่เทคโนโลยี AI และการใช้พลังงานไฟฟ้าเข้ามามีบทบาทพลิกโฉมภูมิภาคนี้ ด้วยการสั่งสมและพัฒนาเทคโนโลยีด้านการจัดการพลังงานและความร้อนมาอย่างยาวนาน เดลต้าจึงมีความเชี่ยวชาญเชิงลึกที่ครอบคลุมทั้งระบบพลังงาน ระบบระบายความร้อน ระบบอัตโนมัติ และการจัดการพลังงาน จุดแข็งของเราคือการผสานขีดความสามารถเหล่านี้เข้าด้วยกัน เพื่อช่วยพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานที่พร้อมรองรับอนาคต ซึ่งมีความเสถียร ขยายขนาดได้ มีประสิทธิภาพสูง และปรับเปลี่ยนให้สอดรับกับความต้องการของภูมิภาคได้เป็นอย่างดี นี่คือประเด็นสำคัญที่เราต้องการผลักดันให้ก้าวหน้ายิ่งขึ้น โดยการนำงานประชุมสุดยอดประจำปีระดับภูมิภาค SEAO มาจัดขึ้นที่ประเทศสิงคโปร์”

ภายในงานประกอบด้วยการบรรยายพิเศษจากผู้บริหารระดับสูง และเวทีเสวนาเชิงลึกอีก 2 ช่วง ที่มุ่งเน้นประเด็นความพร้อมของโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานสำหรับดาต้าเซนเตอร์ในภูมิภาค และบทบาทของระบบอัตโนมัติสำหรับอุตสาหกรรมและอาคารในการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมการผลิตที่ยั่งยืน การจัดงานที่สิงคโปร์ในครั้งนี้ยังเป็นการต่อยอดการดำเนินงานที่แข็งแกร่งของเดลต้าทั่วเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ หลังจากที่ได้เปิดสำนักงานแห่งใหม่ ณ เมืองยะโฮร์บาห์รู และจัดงานประชุม Solutions Day ณ กรุงกัวลาลัมเปอร์ เมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา ซึ่งสะท้อนถึงการลงทุนอย่างต่อเนื่องของเดลต้าในภูมิภาค และความมุ่งมั่นในการสนับสนุนความต้องการโครงสร้างพื้นฐานที่เกิดจากการขยายตัวของ AI การใช้พลังงานไฟฟ้า และการเปลี่ยนผ่านสู่ยุคอุตสาหกรรมใหม่

งานประชุมสุดยอดครั้งนี้จัดขึ้นในช่วงเวลาที่ความต้องการใช้พลังงานของดาต้าเซ็นเตอร์ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้กำลังเติบโตเร็วที่สุดในโลก จากผลการศึกษาของ IDC ที่จัดทำขึ้นโดยการสนับสนุนของเดลต้า พบว่า ผู้ประกอบการดาต้าเซ็นเตอร์ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่ร่วมตอบแบบสำรวจ รายงานว่าความต้องการใช้พลังงานเติบโตขึ้น 26–50% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า ขณะที่ในสหรัฐอเมริกาและยุโรปอยู่ที่ 11-20% นอกจากนี้ ผู้ประกอบการในภูมิภาคนี้กว่า 60% ยังได้เริ่มใช้งาน วางแผน หรืออยู่ระหว่างการประเมินระบบระบายความร้อนด้วยของเหลวโดยตรง (Direct Liquid Cooling) ซึ่งนับเป็นอัตราการนำไปใช้ที่สูงที่สุดในบรรดา 3 ภูมิภาคที่ทำการสำรวจ ขณะเดียวกัน ผลการศึกษาดังกล่าวยังระบุว่า 24-26% ของผู้ประกอบการในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มองว่าความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องกับกำลังการจ่ายกระแสไฟฟ้า โครงข่ายไฟฟ้า ขีดความสามารถในการระบายความร้อน หรือความเสี่ยงด้านระยะเวลาจัดส่งอุปกรณ์ คือข้อจำกัดที่สำคัญที่สุดในการขยายขนาดธุรกิจ

ขณะเดียวกัน ประเทศสิงคโปร์กำลังเดินหน้าลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานและขีดความสามารถด้านการวิจัยที่จำเป็นต่อการรองรับดาต้าเซ็นเตอร์ยุคใหม่ โดยได้พัฒนาแนวทางใหม่ในการออกแบบและทดสอบดาต้าเซ็นเตอร์สำหรับภูมิอากาศเขตร้อน ซึ่งรวมถึงการจัดตั้งศูนย์ทดสอบดาต้าเซ็นเตอร์เขตร้อนเพื่อความยั่งยืน (Sustainable Tropical Data Centre Testbed: STDCT) ภายใต้การดำเนินงานของวิทยาลัยการออกแบบและวิศวกรรมศาสตร์ (CDE) มหาวิทยาลัยแห่งชาติสิงคโปร์ (NUS)

ความร่วมมือกับ NUS ขับเคลื่อนนวัตกรรมดาต้าเซ็นเตอร์เพื่อความยั่งยืน

เพื่อสนับสนุนการพัฒนาดังกล่าว เดลต้าจึงได้ประกาศความร่วมมือที่แน่นแฟ้นยิ่งขึ้นอย่างเป็นทางการกับ NUS CDE ภายในงาน Delta SEAO Future Industry Summit 2026 ผ่านการเข้าร่วมในกลุ่มความร่วมมือโครงการศูนย์ทดสอบดาต้าเซ็นเตอร์เขตร้อนเพื่อความยั่งยืน ระยะที่ 2.0 (STDCT 2.0 Consortium) โดยเดลต้าจะสนับสนุนโซลูชันดาต้าเซ็นเตอร์แบบคอนเทนเนอร์สำหรับ AI (AI Containerized Data Center) พร้อมอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้องให้แก่ NUS CDE เพื่อใช้ในการวิจัยและทดสอบเทคโนโลยีดาต้าเซ็นเตอร์ที่เหมาะสมกับสภาพแวดล้อมเขตร้อน ความร่วมมือครั้งนี้เป็นการผสานความเชี่ยวชาญของเดลต้าในด้านระบบพลังงาน ระบบระบายความร้อน และโครงสร้างพื้นฐานดาต้าเซ็นเตอร์ เข้ากับศักยภาพด้านการวิจัยของ NUS CDE ในการออกแบบและทดสอบดาต้าเซ็นเตอร์ในภูมิอากาศเขตร้อน

ศาสตราจารย์ ลี โป เซ็ง ผู้อำนวยการโครงการ STDCT 2.0 และหัวหน้าภาควิชาวิศวกรรมเครื่องกล วิทยาลัยการออกแบบและวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยแห่งชาติสิงคโปร์ (NUS) กล่าวว่า “เทคโนโลยี AI กำลังเปลี่ยนกรอบการออกแบบดาต้าเซ็นเตอร์ไปอย่างสิ้นเชิง ด้วยความหนาแน่นของพลังงานและภาระความร้อนที่สูงขึ้นมาก ซึ่งสร้างโจทย์ท้าทายใหม่ต่อประสิทธิภาพของระบบไฟฟ้า ระบบทำความเย็น และโครงสร้างพื้นฐาน โครงการ STDCT 2.0 ได้รับการออกแบบมาเพื่อเชื่อมช่องว่างระหว่างการคิดค้นนวัตกรรมและการนำไปใช้งานจริง โดยสภาพแวดล้อมการทำงานจริงที่สามารถนำเทคโนโลยีรุ่นใหม่เข้ามาบูรณาการ ทดสอบ และตรวจสอบความถูกต้องภายใต้สภาวะการปฏิบัติงานในเขตร้อน”

ศาสตราจารย์ ลี โป เซ็ง กล่าวเสริม “เดลต้านำขีดความสามารถเชิงลึกทั้งในด้านเพาเวอร์อิเล็กทรอนิกส์ การจัดการความร้อน และโครงสร้างพื้นฐานดาต้าเซ็นเตอร์เข้ามาเสริมทัพ ความร่วมมือนี้จะช่วยให้เราสามารถศึกษาและต่อยอดเทคโนโลยีเหล่านี้ในระดับระบบ พร้อมทั้งพิสูจน์ผลลัพธ์การพัฒนาที่วัดผลได้จริง ทั้งในด้านประสิทธิภาพการใช้พลังงาน ประสิทธิภาพการใช้น้ำ ความเสถียรของระบบ และความยืดหยุ่นต่อสภาพภูมิอากาศ เป้าหมายของเราคือการสร้างสรรค์โซลูชันและข้อมูลเชิงประจักษ์ที่จะช่วยเร่งการวางระบบโครงสร้างพื้นฐาน AI ที่ยั่งยืนยิ่งขึ้นทั้งในสิงคโปร์และทั่วภูมิภาค”

ในขณะที่เทคโนโลยี AI และการใช้พลังงานไฟฟ้ากำลังปรับเปลี่ยนความต้องการด้านโครงสร้างพื้นฐานทั่วเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ งาน Delta SEAO Future Industry Summit 2026 ซึ่งจัดขึ้น ณ โรงแรมแพน แปซิฟิก ออร์ชาร์ด (Pan Pacific Orchard) จึงเป็นเวทีสำคัญที่เปิดโอกาสให้ภาครัฐ ภาคอุตสาหกรรม และภาควิชาการร่วมแลกเปลี่ยนแนวทางพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานให้พร้อมรองรับความต้องการของภูมิภาค